กรอกอีเมลเพื่อรับบทความใหม่ครับ:
Delivered by FeedBurner
มีเพื่อน 104 คน
อยากลองของใหม่หรืออยากใช้ของที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ไปหาดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการลินุกซ์มา "อูบุนตู" (www.ubuntu.com) เป็นทางเลือกที่ดี แถมหมดกังวลกับไวรัส สแปม วอร์ม (โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ ) ใน งานคอมมาร์ตที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เที่ยวนี้ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ มีสัญญาณที่ดีบางอย่างสำหรับชุมชนโอเพ่นซอร์ส นั่นก็คือ นอกเหนือจากบีเอสเอไปออกบู๊ธให้ความรู้และรณรงค์ให้คนหันมาใช้ซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์โดยถูกต้องแล้ว มีบริษัทคอมพิวเตอร์หลายบริษัทที่ขายเครื่องพิวเตอร์พร้อมกับระบบปฏิบัติการ ลินุกซ์ ที่โดดเด่นคงเป็น "เลโนโว" ยักษ์ใหญ่จากจีนที่ซื้อกิจการพีซีจากไอบีเอ็มแล้วผงาดอยู่ในตลาดโลกเครื่อง หลายรุ่นของเลโนโวลงระบบปปฏิบัติการลินุกซ์ "อูบุนตู" ให้ลูกค้า ทำให้เครื่องมีราคาถูกเพราะไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ให้ไมโครซอฟต์ แต่ได้ของสำหรับการใช้งานที่ดีกว่าวินโดวส์ วิสต้า เสียด้วยซ้ำ ใช้งานใช้การได้อย่างครบเครื่อง ทำงานเข้ากับระบบปฏิบัติการอื่นๆ ได้ เรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพ ของอูบุนตูนั้นหายห่วง และรับประกันว่าผมไม่ได้ "เทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ" เพราะผมใช้งานอูบุนตูอยู่ทุกวันและแทบทั้งวัน ทั้งโน้ตบุ๊กประจำตัว เครื่องตั้งโต๊ะที่บ้าน และที่ทำงาน แถมยังมีชุมชนสนับสนุนของคนไทยอย่าง www.ubuntuclub.com ที่แข็งขันให้เมื่อเกิดปัญหาอะไรก็เข้าไปขอความช่วยเหลือกันได้ นอก จากเลโนโวแล้วในงาน เที่ยวนี้ค่ายเบนคิวก็ลงลินุกซ์ "Linplus" ในเครื่องบางรุ่นขายให้ลูกค้าด้วย รวมทั้งพวกซับ-โน้ตบุ๊กที่มาแรงแบบ eeepc นั่นก็เป็น ลินุกซ์ Zandros และยังมีเอเวอร์เรกซ์ ใช้ GOS หรือที่เพิ่งเข้าตลาดมาให้จองกันก่อนเป็นของเอเซอร์ "Aspire One" เจ้านี้ก็ใช้ลินุกซ์อีกสายพันธุ์ ถ้าจำไม่ผิดซับ-โน้ตบุ๊กของ HP ก็ลงลินุกซ์เช่นกันลินุกซ์ที่ว่านี้ไม่เหมือนกับลินุกซ์ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ราคาถูกที่เราไปเห็นตามห้างนะครับ พวกนั้นเป็นแบบเท็กซ์โหมดที่ผู้ขายลงแทนระบบปฏิบัติการอื่นแบบเสียไม่ได้ โดยรู้อยู่ว่าเดี๋ยวคนซื้อก็ไปหาแผ่นวินโดวส์มาลงกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปทำอะไรกับมันแต่ลินุกซ์อย่างที่กล่าวมาเป็นลิ นุกซ์ในแบบกราฟิกโหมดที่แต่ละสายพันธุ์พัฒนากันขึ้นมาได้หยดย้อยแทบทั้งนั้น และใช้งานใช้การได้ครบครัน ใช้ง่ายด้วยครับ การติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมที่เคยเป็นสิ่งหลอกหลอนผู้ใช้งานทั่วๆ ไปแบบสมัยก่อนเดี๋ยวนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่เพียงแค่คลิกแล้วติดตั้งเลยได้เท่านั้น หลายสายพันธุ์รวบรวมสารพัดซอฟต์มากองรวมๆ ไว้ที่มักจะเรียกกันว่าแพคเกจ อย่างเช่นของอูบุนตู มีให้เลือกคลิกติดตั้งชนิดที่ว่าเฉพาะที่รวบรวมมานั้นชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด แล้ว โดยไม่ต้องไป "กูเกิ้ล" หาเอาจากที่ไหนแบบผู้ใช้วินโดวส์ (ในกรณีที่ไม่ได้ไปซื้อแผ่นผี) และเป็นของถูกลิขสิทธิ์ทั้งหมด เพราะล้วนเป็นโปรแกรมประเภทโอเพ่นซอร์ส ตัดปัญหาเรื่องการไปขโมยของใครมาใช้ให้เขาว่าเอาได้แถมหมดกังวลกับไวรัส สแปม วอร์ม ฯลฯ สำหรับคนอยากใช้ลินุกซ์ จะเพราะอยากลองของใหม่หรืออยากใช้ของที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ก็ไปหาดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการลินุกซ์มา "อูบุนตู" (www.ubuntu.com) เป็นทางเลือกที่ดี แต่ยุ่งนิดๆ เพราะติดตั้งแล้วยังต้องลงอะไรเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยให้มัลติมีเดียครบ ถ้าเป็นมือใหม่และไม่ค่อยรู้อะไรนัก LinuxMint 5 (www.linuxmint.com) เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ตัวนี้พัฒนาต่อยอดจากอูบุนตูอีกทอดหนึ่ง ลงทีเดียวครบเครื่องเลยครับ จะดูหนัง ฟังเพลง ท่องเว็บ พิมพ์งาน วาดรูป ฯลฯ หรือจะเลือก ลินุกซ์ทะเล ของไซป้าก็ไม่เลวเสียทีเดียว นั่นก็พัฒนาจากอูบุนตูเหมือนกัน ผมลงลินุกซ์มินต์กับเครื่องเก่าแก่ที่บ้านยุควินโดวส์ มิลเลนเนียมโน่น ทำให้มันใช้งานได้ยอดเยี่ยมขึ้นมายังกับเครื่องใหม่ทั้งที่แรมแค่สามร้อย กว่าเมก โยนวินโดวส์ลิขสิทธิ์แท้ทิ้งลงถังขยะไป (จริงๆ โยนทิ้งไปนานมากแล้ว) เพราะทำตัวอืดอาดน่ารำคาญเป็นที่สุด คนมีลูกเล็กและคิดจะหาคอมพิวเตอร์ให้ลูกใช้ ผมว่าลินุกซ์แบบอูบุนตูนี่เหมาะมาก เพราะมันใช้งานได้ง่าย เด็กๆ เรียนรู้ประเดี๋ยวเดียว มีเกมแบบเด็กๆ ให้เล่นมาพร้อมสักสิบกว่าเกม จะลงเพิ่มอีกก็ได้มีให้เลือกเยอะแยะที่สำคัญคือเป็นการฝึกให้เด็ก คุ้นเคยกับการไม่เที่ยวไปละเมิดลิขสิทธิ์ใครเขา เพราะร้อยละแปดสิบเก้าสิบของคอมพิวเตอร์บ้านเรานี่ใช้วินโดวส์ละเมิด ลิขสิทธิ์ รวมทั้งสารพัดโปรแกรมประยุกต์อื่นๆ ที่มีอยู่เต็มเครื่อง ละเมิดกฎหมายแทบทั้งนั้นไม่ฝึกไว้แต่เด็ก เดี๋ยวพอโตขึ้นก็จะไม่เห็นว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ไปกินบ้านกินเมืองแบบพวกนักการเมืองอีก***ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11055 ,หน้า 6
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=36126&catid=14
กี่เดือนกี่ปีแล้วก็ไม่รู้ ที่เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องทดลอง หรือจะเรียกให้ถูกก็คือ รังหนูที่เขาเรียกว่าเป็นห้องทดลอง อีวานอฟเรียกมันอย่างนี้ทุกครั้ง ห้องนี้เป็นห้องเดียวในบ้านที่เขาไม่เคยเปิดให้เธอเข้าไปทำความสะอาดเลย ไม่ว่าเธอจะเพียรพยายามพูดสักเท่าไร เขาก็ไม่เคยฟัง ก็ตามใจสิ หากมันจะรกเป็นรังหนูเช่นนั้นเธอก็ไม่ใส่ใจ ตราบใดที่เขายังคงจ่ายค่าแรงให้เธอเต็มเม็ดเต็มหน่วย หญิงสาวร่างท้วมวัยกลางคนเบะปากให้กับประตูห้องทดลอง ตั้งแต่เขากลับมาจากเมืองไทย เขาก็ขลุกตัวอยู่ในห้องนั้นมาตลอด นาน ๆ ครั้งจึงจะเห็นเขาออกมาจากห้องเสียที เมื่อออกมาก็พึมพำอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้เรื่อง บางครั้งเธอก็พอจับใจความได้บ้างว่า แอนดรอยด์ หรือทฤษฎีการหยั่งรู้อนาคตอะไรสักอย่าง เธอจะรู้ไปทำไม อนาคต หากวันนี้ยังมีงานทำ ยังมีกิน เธอก็ไม่เห็นว่าอนาคตมันจะสำคัญอะไรกับเธอ ครั้งหนึ่งอีวานอฟเคยเปรย ๆ เรื่องนี้กับเขา ผลที่ได้คือเสียงตวาดกลับมา ว่าเธอไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ เธอไม่รู้หรอกว่าหากเขาทำงานชิ้นนี้สำเร็จ รางวัลโนเบลก็ไม่ใช่สิ่งที่เกินไขว่คว้า เชอะ รางวัลบ้าบอ ไม่เคยเห็นว่าจะน่าสนใจ วันหนึ่งขณะที่อีวานอฟกำลังทำความสะอาดอยู่หน้าห้องทดลอง ฉับพลันประตูห้องทดลองก็เปิดขึ้น พร้อมเสียงตะโกน “ยูเรก้า” “อะไรคะ ด็อกเตอร์" “ยูเรก้าจะกลายเป็นอดีต อีวานอฟ ต่อไปความหมายของคำว่าสำเร็จจะต้องเปลี่ยนเป็นคำว่าอับดุล เราจะตะโกนคำว่าอับดุลแทนคำว่ายูเรก้า อับดุลคือผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่ง คือผู้หยั่งรู้อนาคต ฉันทำมันสำเร็จแล้วอีวานอฟ”
ตั้งแต่จำความได้ชีวิตผมก็พัวพันอยู่กับหนังสือมาโดยตลอด เริ่มจากเห็นอาป่า (พ่อหรือเตี่ยในสำเนียงแต้จิ๋ว แล้วเพี้ยนด้วยสำเนียงเพชรบุรี) อ่านก่อน ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกอาป่าทำอะไร จนเริ่มโตอายุได้เกณฑ์เข้าโรงเรียน ก็โดนอาป่าจับสอนคัดลายมือ แต่ผมไม่ได้เสี้ยวของอาป่ามาแม้แต่น้อย (อาป่าลายมือสวยมาก) ที่ได้มาจริง ๆ คือนิสัยรักการอ่าน เริ่มจากหนังสือเรียน มานะ มานี จากนั้นจึงเป็นการ์ตูน ขายหัวเราะเป็นการ์ตูนเล่มแรกที่ผมอ่าน โดยอ่านต่อจากอาป่า (ขายหัวเราะสมัยนั้นเล่มใหญ่มาก ขนาดจะย่อมกว่าเนชั่น สยามรัฐรายสัปดาห์สมัยนี้อยู่หน่อยนึง) เมื่อไปโรงเรียนเริ่มมีเพื่อน ผมก็ได้รู้จักกับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น จำไม่ได้แล้วว่าการ์ตูนญี่ปุ่นเล่มแรกที่อ่านคือเรื่องอะไร แต่สิ่งที่ได้จากการ์ตูนญี่ปุ่นแทบทุกเล่มก็คือเค้าจะแทรกขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวญี่ปุ่นไว้เสมอ นี่เป็นเสมือนการเปิดโลกทรรศน์ของผมให้รู้จักกับอีกประเทศหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปเลย แต่อย่างไรผมก็ยังหวังว่าในชั่วชีวิตหนึ่งผมจะต้องเดินทางไปญี่ปุ่นให้ได้ เพื่อไปสัมผัสกับความเป็นจริงของญี่ปุ่น ผมจะไปโตเกียว เกียวโต โยโกฮาม่า ซัปโปโร และอีกหลาย ๆ เมืองที่ผมจำได้ไม่หมด แต่ที่จำได้แม่นและต้องไปให้ได้แน่ ๆ คือชิบูย่า แหล่งท่องเที่ยวที่บรรดาวัยรุ่นญี่ปุ่นนิยมไปกัน ก็แหม ผมก็แค่อยากจะไปดูซะหน่อยว่าสาว ๆ ญี่ปุ่นนั้นสวยน่ารักเหมือนอย่างในการ์ตูนหรือเปล่าเท่านั้นเอง
หลังจากที่เพื่อนของเราสองคนประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียนไปแล้ว ผมเองก็ไม่นิ่งเฉยกับการพยายามทำฝันให้เป็นจริง แม้จะช้าไปบ้างแต่ผมก็เริ่มต้นไปแล้ว ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับ ploy666 และ yui ที่มุ่งมั่นตามความฝัน จนก้าวล้ำหน้าผมไปแล้ว สำหรับ ploy666 นั้นได้เขียนหนังสือเรื่องชาร์ลี ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาร์ลี เด็กชายอายุสิบสามชาวนูฟ ชนเผ่าที่มีจุดเด่นเรื่องของหูที่แหลมยาว คล้าย ๆ กับหูของเอลผ์ในเรื่องเดอะลอร์ออฟเดอะริง แต่จุดด้อยที่มีมากกว่าเช่นการว่ายน้ำไม่เป็น การไร้ทักษะด้านเวทมนต์และอาวุธ ชาร์ลีต้องเดินทางออกจากเกาะ เพื่อมาทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามว่าที่กษัตริย์ ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับดูจะยิ่งใหญ่เกินตัว เมื่อเขาต้องมาพัวพันกับการแย่งชิงบัลลังค์กษัตริย์แห่งเซไลย์ ชาร์ลีต้องผ่านบททดสอบและอุปสรรคมากมาย เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเขาเองนั้นมีความสามารถ เขาจะทำได้สำเร็จไหม ต้องติดตามอ่านดูครับ ส่วนผมตอนนี้กำลังเฝ้ารอคอยชาร์ลีเล่มสองอย่างใจจดใจจ่อ
ส่วนของ yui นั้นเป็นอีกแนวหนึ่งไปเลยครับ กับหนังสือเรื่องEden หรือในชื่อไทยว่าสวนสวรรค์ หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายแปล โดยเนื้อเรื่องเริ่มต้นที่เมืองซีแอตเติลเมืองแห่งฝน เมื่อฟีบี้สูญเสียพ่อซึ่งแยกทางกันกับแม่ของเธอตั้งแต่เธอยังเล็ก ดังนั้นเธอจึงต้องย้ายจากวอชิงตันมาอยู่กับแม่ที่ซีแอตเติล ณ ที่นี้ เธอได้พบกับทริสแทน หนุ่มอีโมสุดเท่ ผู้เป็นเพื่อนกับฟีบัสพี่ชายฝาแฝดของเธอ การพบกันครั้งแรกกับทริสแทน ไม่ได้สร้างความประทับใจอะไรให้เธอนัก แต่หลังจากที่ได้พบกันอีกสองสามครั้ง เธอก็รู้ว่าหนุ่มผู้นี้มีอะไรหลาย ๆ อย่างดึงดูดให้เธอคลั่งไคล้ หลังจากนั้นไม่นานเธอก็คบกับเขา และก็ได้รู้ว่าเธอเองก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดเขาเช่นกัน ทุก ๆ อย่างคงจะดี หากเธอไม่ได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วหนุ่มอีโมสุดเท่อย่างทริสแทนเป็นแวมไพร์ จะเกิดอะไรขึ้นหากสาววัยรุ่นอายุสิบหกคนหนึ่งจะมีแฟนเป็นแวมไพร์ ทริสแทนจะสร้างปัญหาใด ๆ ให้เธอ เขาจะดึงเธอเข้าสู่วังวงแห่งความยุ่งยากสยดสยองเพียงใด ติดตามอ่าน Eden สวนสวรรค์ ได้แล้ววันนี้
มีนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าว่ากบตัวหนึ่ง ถูกจับไปใส่กระทะ กลิ่นเหม็นไหม้ลอยฟุ้งไปทั่ว กบตัวนั้นรีบกระดดหนีโดยทันที ทว่ากบตัวเดียวกันนี้ หากถูกจับใส่หม้อต้ม กบตัวนั้นไม่เคยคิดดิ้นรนหลบหนีเลย จวบจนเมื่อน้ำเดือด กบตัวนั้นก็กลายเป็นกบต้มโดยไม่รู้ตัว กบตัวนั้น เป็นใครกัน นี่เป็นปรัชญาเปรียบเทียบที่แยบยลของการเมืองการปกครอง หากเปรียบกบเป็นประชาชน เราอยากจะเป็นกบแบบไหน สำหรับผมแล้ว ผมคงเลือกเป็นกบตัวแรก ที่กระโดดหนีทันที เมื่อพบภยันตราย แต่ผมก็ไม่แน่ใจนัก ใครจะไปรู้ ว่านักการเมืองมีอุบายแยบยลอะไร ที่จะหลอกลวงกบอย่างผม ไม่ให้เป็นกบต้ม ทุกวันนี้ ผมไม่รู้ว่าตกลงแล้ว ใครเป็นคนต้มกบ รัฐบาลหรือสื่อ ผมมองรัฐบาลด้วยความระแวง แต่ผมก็มองสื่อ และการเมืองภาคประชาชนไม่ต่างกัน ใครจะต้มใคร ใครจะต้มผม เมื่อไหร่กัน ที่ผมจะพบการเมืองในฝัน เมื่อไหร่กันที่ผมจะไม่ได้กลิ่นกบ